Email This  Print This 
วัตถุประสงค์

บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ตระหนักเป็นอย่างดีว่า การที่บริษัทจะเจริญเติบโตต่อไปด้วยความมั่นคงอย่างยั่งยืนได้นั้น บริษัทจำเป็นจะต้องมี คณะกรรมการที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้น และผู้นำขององค์กร ในการกำกับดูแลการบริหารธุรกิจของบริษัทให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ ตลอดจน จริยธรรมทางธุรกิจ ของบริษัท การกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้กำหนดคุณสมบัติ องค์ประกอบ การเลือกตั้ง และวาระการดำรงตำแหน่ง รวมทั้ง อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ที่เหมาะสมไว้ในกฎบัตรนี้

องค์ประกอบ
  1. คณะกรรมการบริษัท ประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน และต้องเป็นกรรมการอิสระจำนวน 1 ใน 3 ของกรรมการทั้งคณะ และไม่ต่ำกว่า 3 คน โดยกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย
  2. ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร จะเลือกกรรมการคนหนึ่ง หรือหลายคนเป็นรองประธานกรรมการก็ได้ รองประธานกรรมการ มีหน้าที่ตามข้อบังคับในกิจการซึ่งประธานกรรมการ มอบหมาย
คุณสมบัติ
  1. กรรมการจะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือไม่ก็ได้
  2. กรรมการจะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด และ/หรือกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งต้องไม่มีลักษณะที่แสดงถึงการขาดความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการกิจการที่มีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้นตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด
  3. กรรมการต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ และมีเวลาเพียงพอที่จะอุทิศความรู้ ความสามารถและปฏิบัติหน้าที่ให้แก่บริษัทได้ จึงจำกัดจำนวนบริษัท จดทะเบียนที่กรรมการแต่ละคนจะดำรงตำแหน่งกรรมการได้ ไม่เกิน 5 บริษัท
  4. กรรมการจะต้องไม่ประกอบกิจการอันมีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัท หรือเข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือเป็นกรรมการของบริษัทเอกชน หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการอันมีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัท ไม่ว่าจะทำเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เว้นแต่จะได้แจ้งให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบก่อนที่จะมีมติแต่งตั้ง
  5. กรรมการอิสระต้องมีคุณสมบัติเกี่ยวกับความเป็นอิสระ ตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และต้องสามารถดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกรายได้เท่าเทียมกัน และไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ นอกจากนั้นยังต้องสามารถเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัทโดยให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระได้
การสรรหา การเลือกตั้งกรรมการ และวาระการดำรงตำแหน่ง
การสรรหา

การสรรหาบุคลากรในตำแหน่งกรรมการและกรรมการอิสระนั้น คณะกรรมการจะร่วมกันพิจารณาสรรหาบุคคล โดยอาจคำนึงถึงความหลากหลายในโครงสร้างของคณะกรรมการ (Board Diversity) ด้วย โดยแหล่งที่มา อาจมาจากรายชื่อที่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเสนอเข้ามาหรือจากผู้บริหารหรือกรรมการของบริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือจากการแนะนำโดยกรรมการปัจจุบัน หรือบุคคลอื่น ๆ หรือตัวแทนจากผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นต้น เพื่อเสนอให้ที่ประชุม คณะกรรมการ หรือ ที่ประชุมผู้ถือหุ้น พิจารณาอนุมัติการแต่งตั้ง (แล้วแต่กรณี) โดยผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการของบริษัทได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีความน่าเชื่อถือ ตลอดจนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และไม่เป็นกรรมการในบริษัทอื่นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท

ในกรณีการสรรหากรรมการอิสระ นอกเหนือจากคุณสมบัติข้างต้นแล้ว ขั้นต่ำควรจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดโดยประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.39/2559 เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ (ฉบับประมวล) ลงวันที่ 30 กันยายน 2559 นอกเหนือจาก การพิจารณาจากคุณสมบัติขั้นต่ำดังกล่าวแล้ว อาจจะพิจารณา คุณสมบัติเพิ่มเติม โดยอาจเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับทางสังคม หรือ มีคุณสมบัติ ความรู้ และประสบการณ์ของกรรมการตรวจสอบ หรือมีคุณสมบัติอื่น ที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท อาทิเช่น ประสบการณ์ในการสอบทานงบการเงิน หรือ ประสบการณ์โดยตรงในธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึง คุณสมบัติในด้านความเป็นอิสระเป็นสำคัญ

    การเลือกตั้ง
  1. ถือหุ้นในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้นที่จะเป็นผู้แต่งตั้ง หรือถอนกรรมการได้ อย่างไรก็ดี ถ้าหากว่ามีตำแหน่งว่างลงในคณะกรรมการเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามวาระ ตามที่ระบุไว้ในข้อ 4.3 ให้กรรมการที่คงเหลืออยู่ตั้งผู้อื่นขึ้นใหม่ให้เต็มที่ว่าง เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือน้อยกว่าสองเดือน ทั้งนี้มติในการตั้งกรรมการดังกล่าวต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการที่ยังเหลืออยู่ แต่ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากกรรมการที่คงเหลือดังว่านี้ จะคงอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาที่กรรมการผู้ที่เขาเข้าสืบตำแหน่งแทนชอบที่จะอยู่ได้ ในกรณีที่ประชุมผู้ถือหุ้นถอนกรรมการผู้หนึ่งและตั้งผู้อื่นขึ้นไว้แทนที่ ผู้ที่รับแต่งตั้งนั้น ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาที่กรรมการผู้ถูกถอนนั้นชอบที่จะอยู่ได้
  2. ให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเลือกตั้งกรรมการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

    (1) ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกรรมการให้ใช้เสียงข้างมาก โดยให้ถือว่าผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีคะแนนเสียงเท่ากับหนึ่งหุ้นต่อหนึ่งเสียง (1 หุ้นต่อ 1 เสียง)

    (2) ให้ผู้ถือหุ้นลงคะแนนเสียงเลือกบุคคลคนเดียวหรือหลายคนเป็นกรรมการก็ได้ แต่จะแบ่งคะแนนเสียงให้แก่ผู้ใดมากน้อยเพียงใดไม่ได้

    (3) บุคคลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดตามลำดับลงมาเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการเท่าจำนวนกรรมการที่พึงมีหรือจะพึงเลือกตั้งในครั้งนั้น ในกรณีที่บุคคลซึ่งได้รับเลือกตั้งในลำดับถัดลงมามีคะแนนเสียงเท่ากันเกินจำนวนกรรมการที่จะพึงมีหรือจะพึงเลือกตั้งในครั้งนั้น ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

  3. วาระการดำรงตำแหน่ง
  4. ในการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนหนึ่งในสาม (1/3) เป็นอัตรา โดยให้กรรมการที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดเป็นผู้ออกจากตำแหน่ง ถ้าจำนวนกรรมการที่จะแบ่งออกให้ตรงเป็นสามส่วนไม่ได้ ก็ให้ออกโดยจำนวนใกล้ที่สุดกับส่วนหนึ่งในสาม กรรมการที่ออกตามวาระนั้นอาจถูกเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ก็ได้

    ในกรณีกรรมการอิสระ ให้มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 9 ปี เพื่อป้องกันการขาดความเป็นอิสระ ในกรณีที่คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่า กรรมการอิสระรายดังกล่าว ยังคงมีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท และยังคงสามารถให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระได้ ให้ที่ประชุมคณะกรรมการสามารถพิจารณาขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของกรรมการอิสระดังกล่าวออกไปได้ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

  5. นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระแล้ว กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

    (1) ตาย

    (2) ลาออก

    (3) ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด

    (4) ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ (3/4) ของจำนวนผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียง และมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นที่ถือโดยผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง

    (5) ศาลมีคำสั่งให้ออก

  6. กรรมการคนใดจะลาออกจากตำแหน่ง ให้ยื่นใบลาออกต่อบริษัท การลาออกมีผลนับแต่วันที่ใบลาออกถึงบริษัท กรรมการจะแจ้งการลาออกของตนให้นายทะเบียนทราบด้วยก็ได้
หน้าที่และความรับผิดชอบ

คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการบริษัทให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัทตลอดจนมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท โดยสรุปอำนาจหน้าที่ ที่สำคัญได้ดังนี้

  1. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของบริษัท ที่เป็นไปเพื่อความยั่งยืน โดยการกำกับดูแลให้มีการจัดทำ กลยุทธ์ และแผนงานประจำปีให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของบริษัท และควบคุมกำกับดูแลการบริหารและการจัดการของคณะผู้บริหารให้เป็นไปตาม กลยุทธ์และเป้าหมายที่วางไว้ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการทบทวน วัตถุประสงค์ เป้าหมายและกลยุทธ์ของบริษัท ตามความเหมาะสมหรือตามความจำเป็นโดยคณะกรรมการบริษัท ทั้งนี้ให้ดำเนินการอย่างน้อย 1 ครั้ง ในทุก 5 ปี เพื่อให้มั่นใจว่า กลยุทธ์และแผนงานนั้นสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และศักยภาพของกิจการ สถานการณ์และสภาวะของบริษัท
  2. จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมสามัญประจำปีภายใน 4 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทและพิจารณาระเบียบวาระต่าง ๆ พร้อมทั้งให้ความเห็น เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติ อาทิเช่น การจ่ายเงินปันผล ค่าตอบแทนกรรมการและกรรมการชุดย่อยต่าง ๆ และการแต่งตั้งกรรมการ เป็นต้น
  3. กำกับดูแลให้บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ อาทิเช่น การทำรายการที่เกี่ยวโยงกันและการซื้อหรือขายทรัพย์สินที่สำคัญ ตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท รวมทั้งนโยบายต่าง ๆ เกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี และ การบริหารความเสี่ยง
  4. จัดให้มีนโยบายต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อให้บริษัทมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการบริหารความเสี่ยงที่ดี ตลอดจนระเบียบต่าง ๆ ที่ผ่านการกลั่นกรองจาก ผู้บริหาร หรือคณะกรรมการตรวจสอบ หรือคณะกรรมการชุดย่อยอื่น ๆ และติดตามให้มีการปฏิบัติตาม
  5. จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง
  6. จัดให้มีการทำงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จของบริษัท ณ วันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทและให้มีการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีและนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ
  7. ติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
  8. กรรมการต้องแจ้งให้บริษัททราบโดยไม่ชักช้าหากมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในสัญญาที่บริษัททำขึ้นหรือถือหุ้นหรือหุ้นกู้เพิ่มขึ้นหรือลดลงในบริษัท
  9. กรรมการบริษัทมีหน้าที่เก็บรักษาข้อมูลความลับของบริษัทอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลภายในที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ หรือข้อมูลที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือราคาหุ้น โดยกำหนดเป็นข้อปฏิบัติ ดังนี้
    • ในกรณีข้อมูลเป็นการรายงานประจำรอบระยะเวลาบัญชี ได้แก่ รายงานผลการดำเนินงาน และงบการเงิน กรรมการพึงละเว้นการซื้อขายหลักทรัพย์บริษัทไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
    • ในกรณีข้อมูลเป็นการรายงานตามเหตุการณ์การดำเนินงานของบริษัท ได้แก่ การได้มา/จำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ รายการที่เกี่ยวโยงกัน การร่วม/ยกเลิกการร่วมทุน การเพิ่มทุน/ลดทุน การออกหลักทรัพย์ใหม่ การซื้อหุ้นคืน การจ่ายหรือไม่จ่ายเงินปันผล หรือเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น ฯลฯ กรรมการพึงละเว้นการซื้อขายหลักทรัพย์บริษัทในช่วงเวลาตั้งแต่ได้รับทราบข้อมูล จนถึง 24 ชั่วโมง หลังจากวันที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะแล้ว

ทั้งนี้ การมอบอำนาจหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นให้แก่คณะกรรมการ จะไม่รวมถึงการมอบอำนาจที่ทำให้คณะกรรมการหรือผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการสามารถอนุมัติรายการที่ตนหรือบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ในลักษณะอื่นใดที่ขัดแย้งกับบริษัทหรือบริษัทย่อย หรือลักษณะอื่นใดที่เป็นไปตามที่กำหนด ตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งการอนุมัติรายการในลักษณะดังกล่าวจะต้องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทและ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาและอนุมัติรายการดังกล่าวตามที่ข้อบังคับของบริษัทหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด

การประชุมและองค์ประชุม
  1. คณะกรรมการจะต้องประชุมอย่างน้อยสามเดือนต่อครั้ง โดยวัน เวลา และสถานที่ประชุมดังว่านี้ ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดเป็นครั้งคราว
  2. ประธานกรรมการเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการ หรือถ้ากรรมการตั้งแต่สองคนขึ้นไปร้องขอให้เรียกประชุมคณะกรรมการ ให้ประธานกรรมการกำหนดวันประชุมภายในสิบสี่วัน นับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ
  3. ในการเรียกประชุมคณะกรรมการ ให้ประธานกรรมการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายส่งหนังสือนัดประชุมไปยังกรรมการทุกคนก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน (7) เว้นแต่ในกรณีจำเป็นรีบด่วนเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของบริษัท กำหนดระยะเวลาเจ็ดวัน (7) ที่จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้า อาจกำหนดให้เร็วกว่านั้นก็ได้
  4. หากประธานกรรมการหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากประธานกรรมการเห็นสมควร อาจให้จัดการประชุมคณะกรรมการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ และในการประชุมคณะกรรมการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ ข้อกำหนด หรือหลักเกณฑ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันหรือที่จะมีแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต การส่งหนังสือนัดประชุมคณะกรรมการ อาจส่งผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายกำหนด
  5. ในการประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
  6. ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ามีรองประธานกรรมการ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธาน ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการ หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
  7. การวินิจฉัยชี้ขาดในที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก โดยกรรมการคนหนึ่งมีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน เว้นแต่กรรมการที่มีส่วนได้เสียในเรื่องใดไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาดอ
ค่าตอบแทนกรรมการ

กรรมการมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทในรูปของเงินรางวัล เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส หรือผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะอื่น ตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจกำหนดเป็นจำนวนแน่นอนหรือวางเป็นหลักเกณฑ์ และจะกำหนดไว้เป็นคราว ๆ ไป หรือจะให้มีผลตลอดไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ และนอกจากนั้น ให้ได้รับเบี้ยเลี้ยงและสวัสดิการต่าง ๆ ตามระเบียบของบริษัท

วันที่มีผลบังคับใช้

กฎบัตรคณะกรรมการบริษัท ฉบับแก้ไขครั้งที่ 2 นี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 18 กันยายน 2562 เป็นต้นไป